ผู้ต้องหาหญิงถูกตำรวจจับในคดีบัญชีม้าเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการและเงิน 300 บาท

คดีร้านของชำเคลื่อนที่ 300 บาท พร้อมจับกุมหญิงวัย 31 ปี

คดีร้านของชำเคลื่อนที่ 300 บาท วงการตื่นตัวหลังหญิงถูกจับข้อหาเงิน

nhknoxville.com – คดีร้านของชำเคลื่อนที่ 300 บาท วงการร้านชำเคลื่อนที่ หรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า “รถพุ่มพวง” เกิดความสับสนและตื่นตัวครั้งใหญ่ หลังมีการจับกุมหญิงสาววัย 31 ปีในคดีฉ้อโกง แต่กลับนำไปสู่ข้อกล่าวหารุนแรงระดับอาชญากรรมทางออนไลน์ ทำให้หลายฝ่ายให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในมิติของสิทธิประชาชน การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และการหลอกลวงรูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย

ที่มาของเรื่อง – จากสแกนหน้าแลกของฟรี กลายเป็นคดีอาญา

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อต้นปี 2568 หญิงวัย 31 ปี นามสมมติ “ศศิพัทธ์” (สงวนนามสกุล) ระบุว่าได้ถูกพ่อค้าเร่ร้านชำเคลื่อนที่หลอกให้สแกนใบหน้าและใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยอ้างว่าจะได้รับของฟรีพร้อมเงินสด 300 บาท

เธอกล่าวว่า ได้รับคำอธิบายว่าเป็นการยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรเพื่อเข้าร่วมโครงการสวัสดิการ ส่งผลให้เธอเชื่อใจและยอมสแกน โดยไม่ได้รับรู้ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่า มีบัญชีธนาคารในชื่อของเธอถูกใช้โดยขบวนการฉ้อโกงออนไลน์ ทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงทางคอมพิวเตอร์โดยไม่รู้ตัว

รายละเอียดการจับกุม – หมายจับศาลอาญามีนบุรี

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 พลตำรวจตรีพัฒนศักดิ์ ศักดิ์บุญบำรุงสวัสดิ์ ได้สั่งการให้ พันตำรวจเอกเจตนิปัท สืริวัฒน์ และ ร้อยตำรวจโทเรืองวิทย์ ดวงจินดา ดำเนินการจับกุมศศิพัทธ์ ตามหมายจับของศาลอาญามีนบุรี เลขที่ 1036/2568 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2568

เธอถูกจับบริเวณหน้าโกดังแห่งหนึ่งในตำบลคลองสี่ อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ข้อกล่าวหาเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาแก่ศศิพัทธ์ ประกอบด้วย:

✔ ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน
✔ นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์
✔ สนับสนุนการฉ้อโกงประชาชน

จากการสอบสวน พบว่ามีการเปิดบัญชีธนาคารในชื่อของเธอ และบัญชีดังกล่าวถูกใช้โดยเครือข่ายมิจฉาชีพเพื่อหลอกผู้ซื้อรถจักรยานยนต์มือสอง ผ่านเพจ Facebook

รูปแบบการหลอกลวงคือ ให้เหยื่อโอนเงินมัดจำก่อน แต่เมื่อมีการโอนเงินแล้ว คนร้ายจะตัดการติดต่อทุกรูปแบบ ส่งผลให้มีผู้เสียหายจำนวนมากทยอยเข้าแจ้งความ

เมื่อมีการตรวจสอบย้อนเส้นทางการเงิน บัญชีที่รับเงินถูกพบว่าจดทะเบียนในชื่อของศศิพัทธ์ นำไปสู่การออกหมายจับและการจับกุมตัว

คำให้การของผู้ต้องหา – ยืนยันว่าไม่รู้เรื่อง ถูกหลอกเหมือนกัน

ระหว่างการสอบสวน ศศิพัทธ์ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการถูกหลอก ไม่ได้มีเจตนาเกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีเพื่อสนับสนุนการกระทำผิด

เธอกล่าวว่า พ่อค้าเร่ร้านชำได้อ้างว่าเป็นขั้นตอนยืนยันตัวตนของผู้ถือบัตรสวัสดิการ โดยมีข้อเสนอว่า:

✔ ได้อาหารฟรี
✔ ได้รับเงินเพิ่ม 300 บาท

เธอจึงยินยอมให้สแกนใบหน้า โดยไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับการเปิดบัญชีหรือการนำข้อมูลส่วนตัวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

มุมมองด้านความมั่นคง – เงิน 300 บาทกลายเป็นความเสี่ยงระดับประเทศ

กรณีนี้สะท้อนปัญหาหลายประการ เช่น:

✔การเอารัดเอาเปรียบประชาชนฐานราก
✔ช่องโหว่ของระบบยืนยันตัวตน
✔การใช้ข้อมูลส่วนตัวเพื่อก่ออาชญากรรม
✔การเชื่อมโยงระหว่างบัตรสวัสดิการกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์เคยเตือนถึงการ “ปล่อยบัญชี” หรือ “ม้าเงิน” ซึ่งอาจทำให้เจ้าของบัญชีตกเป็นผู้ร่วมกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ผลกระทบต่อวงการรถพุ่มพวง

หลังข่าวเผยแพร่ มีประชาชนและผู้ถือบัตรสวัสดิการจำนวนมากออกมาแสดงความกังวล โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่รถพุ่มพวงเป็นระบบค้าขายสำคัญในการกระจายอาหาร

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การสแกนใบหน้า การใช้บัตร หรือการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่บุคคลแปลกหน้า อาจนำไปสู่การถูกนำข้อมูลไปใช้เปิดบัญชีธนาคาร สมัครบริการทางการเงิน หรือใช้เป็นช่องทางฟอกเงินได้

บทสรุป – บทเรียนจากคดีเงิน 300 บาท

กรณีนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เพียง “เงิน 300 บาท” ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของคดีอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายต่อทั้งผู้เกี่ยวข้องและระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า:

✔ อย่ามอบบัตรประชาชนให้ผู้อื่น
✔ อย่าให้สแกนใบหน้าโดยไม่เข้าใจขั้นตอน
✔ อย่าเปิดบัญชีแทนคนอื่น
✔ หากมีข้อสงสัยควรตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐทันที

กรณีนี้กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม และกลายเป็นประเด็นสำคัญด้านความปลอดภัยของประชาชนในยุคดิจิทัล

THETHAIGER

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *