จ่าทหารไทยถูกลงโทษกัก 45 วัน หลัง จ่าทหารทำร้ายทหารเกณฑ์ – กองทัพย้ำดำเนินการโปร่งใส
nhknoxville.com – จ่าทหารทำร้ายทหารเกณฑ์ กองทัพบกไทยออกแถลงการณ์ยืนยันได้ลงโทษจ่าสิบเอกรายหนึ่ง หลังพบมีพฤติกรรมทำร้ายร่างก ระหว่างปฏิบัติภารกิจภายในศูนย์กำลังสำรอง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยระบุว่าการลงโทษเป็นไปตามหลักวินัยทหาร และย้ำว่าเจ้าหน้าที่ทุกนายต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ
เหตุการณ์เริ่มจากการวิวาทของทหารเกณฑ์ – ลุกลามจนถึงการทำร้าย
เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 7 ตุลาคม 2025 ภายในศูนย์กำลังสำรองกองทัพบก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จุดเริ่มต้นมาจากการทะเลาะวิวาทระหว่างทหารเกณฑ์สองนายที่อยู่ในหน่วยเดียวกัน ก่อนที่หนึ่งในนั้น ซึ่งรู้จักเป็นการส่วนตัวกับ จ่าสิบเอกพิทพิบูลย์ เวียงอินทร์ (Sgt Pitpiboon Wiang-in) จะนำเรื่องไปรายงานให้ผู้บังคับบัญชา
เมื่อจ่าสิบเอกพิทพิบูลย์เข้ามาสอบถามและพยายามไกล่เกลี่ย เหตุการณ์กลับยกระดับความตึงเครียดขึ้น ระหว่างการพูดคุย จ่าสิบเอกได้มีปฏิกิริยาโกรธจนขาดความยั้งคิด และลงมือทำร้ายทหารเกณฑ์อีกฝ่ายซึ่งตนไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
ภาพเหตุการณ์ถูกบันทึกวิดีโอโดยผู้เห็นเหตุการณ์ และถูกเผยแพร่อย่างรวดเร็วบนโลกโซเชียล ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับวินัยและระบบการดูแลทหารเกณฑ์
ผลสอบวินัยตามพระราชบัญญัติวินัยทหาร – กักขัง 45 วันและตัดเงินตอบแทน
ภายหลังเหตุการณ์ ฝ่ายต้นสังกัดได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ โดยศูนย์กำลังสำรองกองทัพบกระบุว่า ผลสอบชี้ชัดว่าจ่าสิบเอกพิทพิบูลย์ มีความผิดตาม พระราชบัญญัติวินัยทหาร พ.ศ. 2476 เนื่องจากได้กระทำการทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นการละเมิดวินัยและระเบียบกองทัพอย่างชัดเจน
คณะกรรมการได้มีมติให้ลงโทษดังนี้:
-
กักขังในเรือนจำทหาร 45 วัน
-
ตัดสิทธิเงินตอบแทนหรือ เงินบำเหน็จพิเศษ ตามกฎระเบียบกองทัพบก
การลงโทษดังกล่าวถือเป็นมาตรการวินัยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งกองทัพระบุว่าดำเนินการตามขั้นตอนที่สามารถตรวจสอบได้
กองทัพชี้ทุกนายต้องเคารพซึ่งกันและกัน – สอดคล้องนโยบายผู้บัญชาการทหารบก
ในแถลงการณ์ของกองทัพบก ได้มีการย้ำชัดเจนนโยบายเรื่องการทำงานร่วมกันอย่างให้เกียรติ โดยระบุว่า:
“กำลังพลทุกนายต้องปฏิบัติงานด้วยความเคารพซึ่งกันและกัน สอดคล้องกับนโยบายของผู้บัญชาการทหารบก และหากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมหรือกระทำผิดระเบียบ วินัย หรือกฎหมาย จะมีการดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส”
คำแถลงนี้ต้องการสื่อถึงความตั้งใจในการรักษามาตรฐานความปลอดภัยและวินัยในองค์กรทหาร ซึ่งเป็นสถาบันที่มีโครงสร้างชัดเจนและเน้นความมีระเบียบเป็นหลัก
บทเรียนต่อภาพลักษณ์ระบบทหารไทยในสายตาสังคม
การเผยแพร่คลิปเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้เกิดการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อทหารเกณฑ์ในประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีคดีคล้ายกันที่เป็นข่าวอยู่เป็นระยะ
แม้ว่าในครั้งนี้กองทัพบกได้ดำเนินการสอบสวนและลงโทษตามกฎหมาย แต่สังคมก็ยังตั้งคำถามว่า ควรมีมาตรการเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุการณ์เช่นนี้หรือไม่ เช่น
-
การอบรมวินัยเชิงบวก
-
การใช้กล้องวงจรปิดในพื้นที่ปฏิบัติงาน
-
ช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัยสำหรับทหารเกณฑ์
บทสรุป – ความโปร่งใสและความรวดเร็วคือกุญแจสำคัญ
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า การจัดการปัญหาภายในหน่วยงานกองทัพอย่างโปร่งใสและไม่ปกป้องผู้กระทำผิด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายได้รวดเร็ว และประชาชนสามารถตรวจสอบได้ผ่านสื่อออนไลน์
การลงโทษกักขัง 45 วันและการตัดสิทธิเงินตอบแทนอาจถือเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นในการรักษาวินัยกองทัพบก และเป็นข้อความเตือนไปยังบุคลากรในองค์กรว่า การทำร้ายผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ใช่สิ่งที่กองทัพยอมรับได้
ในภาพรวม เหตุการณ์ครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการสร้างวัฒนธรรมภายในที่เคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ควบคู่ไปกับวินัยทหาร