อนาคตพรรคประชาชน เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ก่อนศึกเลือกตั้ง
nhknoxville.com – อนาคตพรรคประชาชน เลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ “พรรคประชาชน (PP)” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในสนามเลือกตั้งปัจจุบัน เพราะอดีตที่ผ่านมา พรรคประชาชนเคยเป็นพลังการเมืองสายปฏิรูปที่สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในวันนี้ พรรคต้องเผชิญสภาวะที่สลับซับซ้อนขึ้น ท่ามกลางความกังวลทางเศรษฐกิจ ความตึงเครียดด้านความมั่นคง และความเหนื่อยล้าทางการเมืองของประชาชน
นักรัฐศาสตร์ นักวิเคราะห์สำรวจ และคนในพรรคเอง ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันว่า โมเมนตัมของพรรคประชาชนกำลังลดลง หรือเพียงแค่กำลังปรับตัวในบริบทใหม่ของการเมืองไทย
บริบทการเมืองใหม่และความไม่แน่นอนของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
บรรยากาศการเมืองที่เปลี่ยนไป
สถิตย์ธร ธนานิทิชโชติ นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าบรรยากาศทางการเมืองรอบนี้ไม่เอื้อต่อจุดแข็งของพรรคประชาชนเหมือนในอดีต โดยกล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งก่อน พรรคประสบความสำเร็จเพราะสังคมเปิดรับแนวคิดปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง แต่ตอนนี้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลับต้องการ “ความมั่นคงมากกว่า ความเปลี่ยนแปลง”
สภาวะเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน ค่าครองชีพที่สูง และความตึงเครียดด้านความมั่นคงตามชายแดน ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยทางจิตใจ เมื่อผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง พวกเขามักไม่อยาก “เสี่ยง” ทางการเมือง และเลือกพรรคที่ให้ภาพลักษณ์ของประสบการณ์ ความมั่นคง และความต่อเนื่องทางนโยบาย
สถิตย์ธรมองว่า ปัจจัยนี้ทำให้พรรคที่มีอัตลักษณ์เชิง “เปลี่ยนแปลงระบบ” เช่น พรรคประชาชน ต้องตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบ
การคาดการณ์ที่ไม่สดใสนัก
สถิตย์ธรประเมินว่า พรรคประชาชนอาจสูญเสียที่นั่งแบบแบ่งเขตจำนวนมาก โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ผู้ใช้สิทธิเปลี่ยนพฤติกรรมตามกระแส มากกว่าจะยึดอุดมการณ์ระยะยาว
เขาคาดการณ์ว่า พรรคประชาชนอาจเหลือที่นั่งแบ่งเขตเพียงประมาณ 80 ที่นั่ง และรวมกับบัญชีรายชื่อแล้วได้ราว 120 ที่นั่ง ซึ่งถือว่าเป็นการหดตัวลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งก่อนหน้า หากเป็นเช่นนั้น พรรคจะมีบทบาทรองในสมการการจัดตั้งรัฐบาล
เสียงเรียกร้องให้ปรับยุทธศาสตร์
เน้น “ความมั่นคงเชิงนโยบาย”
สถิตย์ธรแนะนำว่า พรรคประชาชนควรปรับการสื่อสาร โดยเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม” มากกว่าการปฏิรูปเชิงโครงสร้างจำนวนมากในคราวเดียว และควรหลีกเลี่ยงการถกเถียงยืดเยื้อในประเด็นอ่อนไหว เช่น การปฏิรูปกองทัพ หรือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะยิ่งพูดมาก ยิ่งสร้างความกังวลแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เขามองว่าการขอโทษและอธิบายอย่างจริงใจในกรณีการลงมติเห็นชอบให้อณุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี อาจทำให้ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งให้อภัยได้ เพราะ “การเมืองคืออารมณ์ แต่การให้อภัยเกิดขึ้นได้ ถ้าประชาชนเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก”
มุมมองอีกด้าน: พรรคกำลังขยายฐานมากขึ้น
ต่างจากสถิตย์ธร พิชัย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต นักวิชาการจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า บรรยากาศแบบเดียวกันนี้กลับส่งผลดีต่อพรรคประชาชน โดยอ้างอิงข้อมูลจากโพลออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ที่สะท้อนว่าพรรคมีฐานเสียงเติบโตในชนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่
พิชัยชี้ให้เห็นว่า ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคประชาชนมีตัวเลขสนับสนุนเฉลี่ย 34% แซงเพื่อไทยและภูมิใจไทย ซึ่งถือว่าเป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” ของแผนที่การเมืองไทย
กรุงเทพฯ และสงครามรับรู้
ในกรุงเทพฯ โพลหลายแห่งพบว่า พรรคประชาชนมีคะแนนนำกว่า 30% และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญคือ:
-
การดีเบตที่ได้รับความสนใจสูง
-
การมีตัวตนทางการเมืองชัดของผู้นำพรรค
-
ความเห็นใจจากประชาชนต่อการถูกโจมตีทางการเมือง
พิชัยชี้ว่า ภาพลักษณ์ด้าน “เหตุผลและความสุขุม” ของตัวแทนพรรคเป็นปัจจัยสำคัญต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ
เสียงจากภายในพรรค: ไม่หวั่นแรงเสียดทาน
ความท้าทายใหม่ของพรรคสายเต็งหนึ่ง
ณัชชา บุญชัยอินสวัสดิ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ กล่าวว่า ศึกเลือกตั้งครั้งนี้แตกต่างจากอดีต เพราะวันนี้ประชาชนไม่ได้สงสัยว่าพรรคจะชนะหรือไม่ แต่สงสัยว่า “ถ้าชนะ จะบริหารได้หรือไม่”
พรรคจึงต้องแสดงความพร้อมเชิงภาวะผู้นำและการบริหารมากกว่าการเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว พร้อมยอมรับว่าการเป็นตัวเต็งทำให้พรรคถูกโจมตีจากทุกทิศทุกทาง
บทสรุป: การเลือกตั้งที่จะกำหนดทิศทางประเทศ
พรรคประชาชนกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญ ไม่ใช่แค่เพื่ออนาคตของพรรค แต่เพื่อทิศทางการเมืองไทยในภาพรวม เพราะสนามเลือกตั้งครั้งนี้คือการแข่งขันระหว่างสองความรู้สึกคือ
-
ความต้องการ “เปลี่ยนแปลงระบบ”
-
ความต้องการ “ความมั่นคงในชีวิต”
คำตอบของผู้มีสิทธิเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ จะบอกว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าด้วย “การปฏิรูป” หรือ “ความมั่นคง” หรืออาจเลือกจะประสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน