พ่อค้าแนวชายแดนชะลอการลงทุน หวั่นเหตุปะทะทหารไทย-กัมพูชาปะทุซ้ำ
nhknoxville.com – พ่อค้าแนวชายแดนชะลอการลงทุน กัมพูชากำลังเผชิญความกังวลทางเศรษฐกิจ หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างกำลังทหารทั้งสองฝ่ายในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงแล้วก็ตาม แต่รายงานจากพื้นที่ชายแดนในจังหวัดบุรีรัมย์และอุบลราชธานีชี้ว่า ความไม่แน่นอนยังคงสูง ทำให้พ่อค้าและเกษตรกรตัดสินใจชะลอการลงทุน พร้อมเร่งระบายผลผลิตก่อนกำหนดเพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
ความวิตกกังวลในชุมชนชายแดนยังสูง แม้มีคำสั่งหยุดยิง
ชาวบ้านในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนยังไม่คลี่คลายเต็มที่ แม้รัฐบาลไทยและกัมพูชาจะมีการลงนามหยุดยิงแล้ว แต่ยังมีรายงานเหตุการณ์ยิงปืนครกจากฝั่งกัมพูชามายังฐานทหารไทยบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย ส่งผลให้ชาวบ้านยิ่งรู้สึกไม่มั่นใจกับสถานการณ์
กลุ่มผู้ค้ารายย่อยในพื้นที่ระบุว่า เหตุการณ์ปะทะต่อเนื่องในช่วงก่อนหน้านี้ทำให้หลายครอบครัวต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงนานกว่า 20 วัน ส่งผลให้สินค้าหารายวัน เช่น ผักและผลไม้เน่าเสีย ขาดรายได้ และมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก
พ่อค้าเลี่ยงลงทุนใหม่ หวั่นขาดทุนซ้ำ เรียกร้องรัฐเร่งเยียวยา
พ่อค้าในพื้นที่บ้านกรวดกล่าวว่า การปะทะที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้ไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บเพื่อขายต่อ เพราะเสี่ยงขาดทุนหากต้องอพยพอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เศรษฐกิจชายแดนซบเซาเป็นวงกว้าง ผู้ค้ารายย่อยตั้งข้อเรียกร้องให้รัฐเร่งออกมาตรการเยียวยาและจ่ายเงินชดเชยโดยเร็ว เพราะก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยช่วยเหลือครอบครัวละ 5,000 บาท ซึ่งหลายคนมองว่าไม่เพียงพอกับความเสียหายที่แท้จริง
พ่อค้าบางรายเสนอว่าควรมีการชดเชยในระดับ 7,000 – 10,000 บาทต่อครัวเรือน เพื่อบรรเทาต้นทุนด้านสินค้าที่เสียหาย ค่าใช้จ่ายระหว่างการอพยพ และการหยุดประกอบอาชีพเป็นเวลานาน
เกษตรกรอุบลฯ เร่งขายมันสำปะหลังเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
ในจังหวัดอุบลราชธานี เกษตรกรจำนวนมากได้เร่งขุดมันสำปะหลังเพื่อขายก่อนกำหนด เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนสำหรับครอบครัวและเป็นสำรองฉุกเฉินหากสถานการณ์ปะทุขึ้นอีก ภาพจากโรงงานรับซื้อมันสำปะหลังในตำบลโซง อำเภอน้ำยืน พบว่ามีรถบรรทุกมันต่อแถวเป็นจำนวนมาก โดยคิวรถล้นออกถึงหน้าถนนใหญ่
ชาวไร่รายหนึ่งระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกของตนอยู่ใกล้เขตแดน หากมีการปะทะรอบใหม่ แปลงเพาะปลูกอาจได้รับผลกระทบหรือถูกทิ้งร้างชั่วคราว จึงเลือกนำผลผลิตออกขายก่อนเพื่อให้มีเงินสดในมือ

ค่าใช้จ่ายระหว่างอพยพเพิ่มภาระ-หนี้สินในชุมชนพุ่งสูง
นายกรุด ตาต่อ อายุ 65 ปี ชาวไร่ในอำเภอน้ำยืน เปิดเผยว่า ครอบครัวของตนเคยต้องอพยพออกจากพื้นที่ถึงสองครั้ง ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนย้าย ที่พักชั่วคราว และอาหารในแต่ละครั้ง เมื่อกลับมาบ้านก็ไม่มีรายได้ต่อเนื่องเพราะแปลงเกษตรไม่สามารถทำงานได้ทันที
เขากล่าวว่า “ผมเลยขุดมันออกขายก่อนเพื่อให้มีเงินไว้ ถ้าต้องย้ายหนีอีกรอบ จะได้ไม่เดือดร้อน” นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า หลายครัวเรือนในพื้นที่ต้องกู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านในช่วงอพยพ ทำให้มีภาระหนี้เพิ่มขึ้น
เศรษฐกิจชายแดนซบเซา ชุมชนให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าการค้า
รายงานจากสื่อ Weekend News ระบุว่า บรรยากาศการค้าชายแดนในหลายพื้นที่ช่วงนี้ซบเซาอย่างชัดเจน ร้านค้าและตลาดมีจำนวนลูกค้าลดลง ขณะที่พ่อค้าและเกษตรกรให้ความสำคัญกับการสำรองเงินสดและการรักษาสภาพคล่องมากกว่าการทำธุรกิจเพื่อกำไร
ความไม่แน่นอนทางการเมืองและความมั่นคงตามแนวชายแดนจึงส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจระดับฐานราก ชุมชนจำนวนมากเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการเพื่อสร้างความมั่นใจ พร้อมวางแผนฟื้นฟูพื้นที่ทันทีหลังความตึงเครียดลดลง
สรุปภาพรวมสถานการณ์
จากข้อมูลล่าสุด แม้จะมีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความเชื่อมั่นของชุมชนชายแดนยังไม่ฟื้นตัว ธุรกิจรายย่อยชะลอการลงทุน เกษตรกรเร่งขายผลผลิตเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ขณะที่ภาระหนี้สินและความเสียหายจากการอพยพระยะยาวยังคงส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในพื้นที่
ความคืบหน้าในด้านมาตรการเยียวยาและการประกันความปลอดภัยตามแนวชายแดนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพื้นที่กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง