เจ้าหน้าที่ กกต. ตรวจสอบกรณีพรรคการเมืองซื้อสื่อเชิงข่าวโดยไม่มีใบเสร็จในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

พรรคการเมืองถูกกล่าวหาซื้อสื่อเชิงข่าว กกต.สอบปม ไร้ใบเสร็จ

กกต.สอบสวนปม พรรคการเมืองถูกกล่าวหาซื้อสื่อเชิงข่าว โดยไม่มีใบเสร็จ

nhknoxville.com – พรรคการเมืองถูกกล่าวหาซื้อสื่อเชิงข่าว อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อกล่าวหาว่ามีพรรคการเมืองแห่งหนึ่งอาจมีการจ่ายเงินให้กับสื่อมวลชนเพื่อให้ลงข่าวเชิงบวกโดยไม่มีการออกใบเสร็จรับเงินอย่างถูกต้อง หลังมีภาพแชทจากแอปพลิเคชันไลน์ถูกเผยแพร่ ซึ่งระบุถึงการตกลงลับนอกระบบในช่วงหาเสียงเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

กรณีนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจาก กฎหมายเลือกตั้งไทยกำหนดให้พรรคการเมืองและผู้สมัครต้องรายงานค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างถูกต้องและโปร่งใส พร้อมมีหลักฐานรองรับ หากพบมีการปิดบังค่าใช้จ่าย หรือมีการใช้จ่ายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อาจเข้าข่ายทำผิดกฎหมายและส่งผลกระทบต่อสิทธิทางการเมืองของพรรคและผู้สมัครได้ในอนาคต

กฎหมายเลือกตั้งกำหนดให้รายงานค่าใช้จ่ายอย่างโปร่งใส

หนึ่งในหลักการสำคัญของการเลือกตั้ง คือการกำกับไม่ให้เกิดการใช้อำนาจเงินหรือการได้เปรียบโดยไม่เป็นธรรม ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงกำหนดให้ ค่าใช้จ่ายของพรรคและผู้สมัครทุกบาททุกสตางค์ต้องมีการรายงานและมีหลักฐานประกอบ

นายสว่าง บุณมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ให้สัมภาษณ์ว่า

“หากไม่รายงานค่าใช้จ่ายต่อ กกต. ก็จะถือเป็นการรายงานเท็จ ซึ่งอาจนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้”

พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า

“หากพรรคมีการใช้พื้นที่สื่อเพื่อหาเสียงโดยไม่มีใบเสร็จ ก็เข้าข่ายผิดกฎหมายเช่นกัน”

เจ้าหน้าที่ระบุว่าทาง กกต. ยังต้องใช้เวลาในการสืบข้อเท็จจริงก่อนสรุปผล แต่ยืนยันว่ากรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด

หลักฐานจากแชทไลน์จุดประเด็นการสอบสวน

ต้นตอของเรื่องนี้เริ่มจากการแพร่กระจายของภาพแชทจากไลน์กลุ่ม ซึ่งเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองไทยแห่งหนึ่ง ภาพดังกล่าวระบุรายชื่อสื่อจำนวน 19 แห่ง ที่ถูกกล่าวหาว่ารับลงข่าวเชิงบวกในรูปแบบ “เนื้อหาข่าว” (News-style Content) โดยคิดราคาเหมาเป็นรายชิ้นหรือรายเดือน และมีการระบุข้อความว่า “ไม่มีใบเสร็จ”

ข้อความในแชทยังระบุเรตค่าบริการ เช่น ชิ้นละ 2,000 บาทต่อสำนัก หรือเหมา 30 ชิ้นต่อเดือนในราคา 55,000 บาทจากราคาเต็ม 60,000 บาท

สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ขยับตรวจสอบเชิงจริยธรรม

หลังแชทหลุดถูกเผยแพร่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติออกมาแถลงว่ามีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่าผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวเป็นสื่อมวลชนสายการเมืองที่สังกัดหนึ่งในองค์กรสมาชิกของสภาฯ

จากนั้นสภาฯ จึงมีคำสั่งให้ต้นสังกัดของผู้สื่อข่าวคนดังกล่าวตรวจสอบข้อเท็จจริง และรายงานผลภายใน 30 วัน ตามข้อบังคับด้านจริยธรรมสื่อ

องค์กรสื่อหลายแห่งที่ถูกพาดพิงในแชท ได้ออกมาปฏิเสธทันทีว่า ไม่เคยมีการรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการนำเสนอข่าว ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม และยืนยันว่าทางกองบรรณาธิการไม่ได้รับรู้กรณีดังกล่าวแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถูกกล่าวหาอ้างเป็นการพูดคุยส่วนตัว

กลุ่มบริษัทผู้จัดการ (Manager Group) หนึ่งในองค์กรสื่อที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์นี้ ได้เปิดเผยว่ามีการตั้งคณะสอบสวนเร่งด่วนภายในองค์กร เพื่อตรวจสอบการกระทำของนักข่าวในสังกัดที่มีชื่อเกี่ยวข้อง

นักข่าวรายดังกล่าวอ้างว่า เป็นการพูดคุยส่วนตัวกับลูกค้าทางธุรกิจ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัท และแชทที่ถูกเผยแพร่ถูกส่งไปยังกลุ่มโดย “ความผิดพลาด”

ทางบริษัทระบุว่า ข้อความที่ถูกส่งเป็นเรื่องส่วนตัวของผู้สื่อข่าว และไม่ได้สะท้อนท่าทีของบริษัท แต่ก็กำลังพิจารณาการลงโทษทางวินัยตามความเหมาะสม

นักวิชาการด้านสื่อชี้เป็น “ความปกติใหม่” ที่น่ากังวล

ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่สนใจวงกว้าง หลัง ศรีนี อัชวนันตุกุล นักวิชาการด้านสื่อและนักวิจารณ์สังคม ได้โพสต์ภาพแชทและวิเคราะห์ปรากฏการณ์นี้ผ่านเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา

เธอระบุว่าผู้สื่อข่าวรายหนึ่งได้ส่งภาพดังกล่าวมาให้ พร้อมคำอธิบายว่าเป็น “เรตการลงข่าวในเชิงโฆษณาลักษณะข่าว” ซึ่งรวมถึงข้อเสนอ “ไม่ออกใบเสร็จ”

ศรีนีเขียนว่า

“นี่กลายเป็นเรื่องปกติในวงการสื่อไทยทุกวันนี้แล้ว”

พร้อมเตือนว่าการแบ่งเส้นระหว่างงานข่าวและงานโฆษณาเชิงพาณิชย์ แทบจะหายไป ซึ่งเป็นภัยต่อมาตรฐานทางจริยธรรมและความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชนอย่างมาก

สรุป — กรณีนี้กระทบทั้งการเมืองและวงการสื่อ

กรณี “ซื้อสื่อเชิงข่าวแบบไม่มีใบเสร็จ” มีผลกระทบต่อหลายมิติ ได้แก่:

  • ด้านการเมือง: พรรคการเมืองอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้ง

  • ด้านกฎหมาย: อาจนำไปสู่โทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง

  • ด้านสื่อ: กระทบความเชื่อมั่นและมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรข่าว

  • ด้านสังคม: สาธารณชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของทั้งสองฝ่าย

ขณะนี้ กกต. และสภาวิชาชีพสื่อมวลชนยังคงเดินหน้าตรวจสอบ และคาดว่าจะมีรายงานความคืบหน้าภายในระยะเวลาอันใกล้

กรณีนี้สะท้อนว่า ความโปร่งใสในการเลือกตั้ง และ ความเป็นอิสระของสื่อมวลชน เป็นเสาหลักสำคัญของประชาธิปไตยที่ต้องได้รับการปกป้องอย่างจริงจัง

BANGKOKPOST

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *